วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

The Little Mozart Never Dies.

อัจฉริยะทางด้านดนตรีในโลกนี้ คงไม่มีใครกล้าเทียบชั้นกับ "โมซาร์ท" บุรุษผู้ประพันธ์ดนตรีคลาสสิคชาว ออสเตรีย ซึ่งได้รับการยกย่องจากบุคคลวงการดนตรีทุกยุค ทุกสมัย

แต่ละท่วงทำนองดนตรีของ โมซาร์ท ผสมผสานความนุ่มนวล ลื่นไหล ชั่งสุนทรีภาพของผู้ฟังยิ่งนัก

หลังจากที่โมซาร์ทสิ้นชื่อไปหลายศตวรรษ ฟ้าได้จุติตำนาน โมซาร์ท ขึ้นมาใหม่ ซึ่งบุรุษรายนี้ไม่ใช่อัจฉริยะทางดนตรี เหมือนกับ เดอะ มาสเตอร์ โมซาร์ท

กลับกันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ชายร่างเล็กชาว เช็ค ซึ่งได้รับสมญานามจากสื่อ ว่า ลิ้ทเทิ้ล โมซาร์ท เป็นนักเตะระดับอัจฉริยะทางด้านลูกหนัง

ด้วยลีลาพริ้วไหวบนสนาม การเคลื่อนที่ไปกับลูกฟุตบอลอย่ากลมกลืน เขาเป็นตัวกำหนดจังหวะช้าเร็วของเกม กับบทบาทมิดฟิลด์จอมทัพตรงกลางสนามของทีม

โรซิคกี้แจ้งเกิดกับทีม สปาร์ต้า ปราก ด้วยวัยแค่ 17 ปี เขาสามารถพาทีมต้นสังกัดบ้านเกิด คว้าแชมป์ลีกมาครองได้อย่างสง่างาม

หลังจากนั้นทีม "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จัดการคว้าตัวโรซิคกี้ ไปวาดลีลาในเวที บุนเดสลีก้า และก็ไม่ผิดหวัง เจ้าแป้งอยู่ในรายชื่อนักเตะที่คว้าถาดแชมป์เมืองเบียร์ไปครองในปี 2002

โรซิคกี้ถูกจับตามองจากสื่อเป็นอย่างมาก ว่าจะก้าวขึ้นไปเป็นซุปเปอร์สตาร์ลูกหนังรายใหม่ ในวงการลูกหนัง

แต่กลับมีจุดหักเหในชีวิตการค้าแข้ง นั่นคือการที่เขาย้ายไปร่วมชายคาปืนโต ในปี 2006 ก่อนศึกฟุตบอลโลกที่เยอรมนีจะเริ่มขึ้น

โรซิคกี้มาพร้อมกับความหวังของเหล่าสาวกเดอะกันเนอร์ส ที่จะเห็นสตาร์ร่างเล็กรายนี้โชว์ลีลาเทคนิคอย่างเหนือชั้น ช่วยให้ทีมปืนใหญ่คว้าโทรฟี่ สมกับฉายา เจ้าโมซาร์ทน้อย

โทมัสเริ่มต้นกับทีมปืนใหญ่ ด้วยบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุกทางฝั่งซ้าย ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งมิดฟิลด์เพลย์เมกเกอร์ตัวกลาง อย่างที่เขาถนัด ในสมัยที่เล่นให้กับ ดอทมุนด์ และทีมชาติ เช็ค


ด้วยความสามารถและเทคนิคอันเปี่ยมล้น ทำให้เจ้าแป้งเอาตัวรอดไปได้ กับปีแรกของเขาในศึกพรีเมียร์ลีก แต่หลังจากนั้นด้วยสภาพร่างกายเปราะบาง

ทำให้โรซิคกี้ประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บอย่างเรื้อรัง ในฤดูกาล 2008 -2009 กัปตันทีมชาติเช็ค โดนอาการบาดเจ็บพรากตัวเขาไปแทบทั้งซีซั่นเลย...

โรซิคกี้หายเจ็บกลับมา เล่นได้เพียงไม่กี่นัด ก็ต้องกลับไปรักษาตัวอีก ดูๆแล้วอาการบาดเจ็บกับเขา เป็นของคู่กัน!!!

โรซิคกี้พรากอาการบาดเจ็บกลับมาเล่นได้อย่างสม่ำเสมออีกครั้ง แต่ฟอร์มในสนามที่ดูคิดช้าทำช้า การเคลื่อนที่ไม่พริ้วไหว เหมือนกับจอมทัพทีมเสือเหลืองแต่ก่อน

หลายๆคนบอกว่า เดอะ ลิทเทิ้ล โมซาร์ท ในวิญญาณของ โรซิคกี้ ตายไปพร้อมกับ ต้นฉบับ โมซาร์ทไปแล้ว !!!

แต่ผมกลับมองต่างกัน โรซิคกี้ ยังมีวิญญาณ โมซาร์ท อยู่ในตัวเปี่ยมล้น แต่กลับไม่ได้มีโอกาสใช้

โรซิคกี้ มักถูกเวนเกอร์จับให้ไปเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ริมเส้นอยู่ตลอดในทีมปืนใหญ่ ซึ่งมันไม่ใช่ตำแหน่งที่แสดงประสิทธิภาพของ เดอะ ลิ้ทเทิ้ล โมซาร์ท ได้อย่างเต็มที่

โรซิคกี้ไม่ใช้ผู้เล่นที่มีความเร็วสูง นิสัยการเล่นของเขาคือชอบพลิกบอลออกทางฝั่งซ้ายและขวา ซึ่งนี่แหละล้วนคือคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับตำแหน่งผู้เล่นริมเส้นอย่างสิ้นเชิง

อีกหนึ่งจุดเด่นของเขาที่ถูกลดทอนไปกับตำแหน่งริมเส้น คือการสอดขึ้นไปยิงทางแถวสองอย่างแม่นยำ ที่ไม่มีให้กับโรซิคกี้ ณ. ปัจจุบันนี้

ในเอมิเรสต์ คัพ นัดที่สอง โรซิคกี้กลับมาสวมบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลางอีกครั้ง ในรอบหลายปี ผมเห็นเจ้าแป้งกลับมาสนุกกับโลกฟุตบอลอีกครั้งการเคลื่อนที่ไปกับลูกบอลอย่างนิ่มนวล พลิกบอลออกซ้ายที ขวาที และการจ่ายบอลอย่างปราณีตแม่นยำ

"ทำให้ผมเชื่อว่า วิญญาณ เดอะ ลิทเทิ้ล โมซาร์ท ของโรซิคกี้ ยังไม่ตาย!!! ถ้าเขาได้กลับมาเล่นในตำแหน่งจอมทัพ มิดฟิลด์ตรงกลางสนาม อีกครั้ง!!! "

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"Home Grown" กฎใหม่ บันไดแจ้งเกิดเด็กนรกปืน!!

เฮนรี่ แลนบิวรี่ หนึ่งในตัวแทนเด็กนรกปืน ที่พร้อมก้าวสู่ทีมชุดใหญ่


คำว่า "Home Grown" ถ้าแปลตามตัวหมายถึง พื้นบ้าน (นักเตะท้องถิ่น)

เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ กฎโฮมโกว์นที่เพิ่งคลอดมาใหม่ เริ่มใช้ในฤดูกาล 2010 - 2011 ที่กำลังจะมาถึง หลายท่านอาจยังสงสัยว่ากฎนี้ มันคือกฎอะไร มีรายละเอียดอะไรบ้าง ผมจะขออธิบายสั้นๆ เพื่อความเข้าใจดังนี้

กฎโฮมโกว์น สามารถให้แต่ละทีมลงทะเบียนรายชื่อนักเตะ แค่ 25 รายเท่านั้น และต้องมีนักเตะที่สังกัดทีมในลีกอังกฤษหรือเวลส์ก่อนอายุครบ 21 ปีเป็นเวลา 3 ฤดูกาลขึ้นไป อยู่ในทีมอย่างน้อยถึง 8 คน ในรายชื่อนักเตะ 25 รายที่จะลงทะเบียน

แต่มีข้อยกเว้น คือ นักเตะที่อายุต่ำกว่า 21 ปีไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม จะสามารถลงสนามได้เลย โดยไม่ต้องลงทะเบียนในโควตาผู้เล่น 25 คนของทีมแต่อย่างใด

นี่แหละครับ คือโอกาสของนักเตะ wonder kid เยาวชนของทีมปืนเรา เพราะดาวรุ่งพวกนี้สามารถเป็นแบ็คอัพให้กับ ผู้เล่นที่ลงทะเบียนทั้ง 25 คน

ซึ่งเวนเกอร์สามารถส่งเด็กนรกเหล่านี้ ลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ได้เลย โดยไม่ผิดกฎแต่อย่างใด

กฎนี้ทำให้ทีมอาร์เซนอลได้เปรียบทีมคู่แข่งเป็นอย่างมาก เพราะผู้เล่นดาวรุ่งอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่จะเป็นแบ็คอัพให้กับนักเตะลงทะเบียน 25 ราย มีความสามารถใกล้เคียงกับนักเตะทีมชุดใหญ่มากกว่าทีมอื่นๆ ที่มีดาวรุ่งในทีมชุดเยาวชนโดดเด่นขึ้นมาแค่ 1-2 รายเท่านั้น ผิดกับทีมปืนใหญ่ที่มีเด็กนรกชั้นดี 6-7 ราย ที่พร้อมสอดแทรกขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เฮนรี่ แลนบิวรี่, เจย์ เอ็มมานูเอล โทมัส, เอ็มมานูเอล ฟริมปรง, เจย์ ซิมป์สัน, วอคเนียค เซอเซ็กนี่ย์ และ ฮาเวิร์ด นอทเวียต

ส่วนทีมที่ได้รับผลกระทบจากกฎนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นทีม เศรษฐีเรือใบ แมนเชสเตอร์ ซิติ้ ที่จะต้องขายนักเตะทีมชุดใหญ่ทิ้งไปถึง 12 ราย จากเดิม ที่มีนักเตะทีมชุดใหญ่อยู่ 37 คน ต้องลดจำนวนนักเตะให้เหลือ 25 ราย ก่อนเวลาขีดเส้นตายลงทะเบียนนักเตะ ไม่แน่!!!บางทีสากอเดบายอร์อาจโดนขายทิ้งออกจากทีมไปก็ได้ (นี่คือแรงอธิฐานส่วนตัว ของผม 555+)

ผลกระทบเอฟเฟคจากกฏนี้ เห็นได้ชัดเจนมาก เมื่อตลาดการซื้อขายนักเตะเงียบเหงามาก โดยเฉพาะทีมบิ๊ก 4 ทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี ไม่ค่อยกล้าซื้อผู้เล่นบิ๊กเนมมาเกินโควต้าของทีม

ผู้เล่นอย่าง คริส สมอลลิ่ง หรือ ดาเนียล สเตอริดจ์ ที่ฝีเท้ายังห่างไกล นักเตะระดับทีมบิ๊ก 4 อยู่มาก แต่เหตุผลที่ทั้ง 2 ทีมนี้เซ็นผู้เล่น 2 ราย เพราะนักเตะเหล่านี้สามารถรองรับกับกฎ โฮมโกว์นได้


ผมไม่แปลกใจเลย ที่เวนเกอร์ไม่ค่อยออกมาโจมตีกฎนี้ซักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับกฎ 6+5 ของยูฟ่า ที่เวนเกอร์ออกอาการแอนตี้มาก เพราะกฎโฮมโกว์นทำให้ ทีมปืนใหญ่ครองความได้เปรียบทีมอื่นไปเต็มๆ นักเตะโฮมโกว์นของเวนเกอร์มีอยู่ล้นทีมชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น คาลอส เวล่า, นิคลาส เบนด์เนอร์, เซสก์ ฟาเบรกัส, ธีโอ วัลคอตต์ และอีกหลายๆราย

แถมนักเตะเยาวชนอายุตำ่กว่า 21 ปีของทีมที่ไม่ได้ลงทะเบียน ก็มีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ได้อีก ทำให้เวนเกอร์มีผู้เล่นอยู่ในมือที่พร้อมจะใช้งานมากกว่าทีมอื่นอยู่หลายโข

สุดท้าย กฎพื้นบ้านนี้แหละ ที่พร้อมจะดันนักเตะท้องถิ่น(เด็กนรกของทีมปืนโต) ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ง่ายกว่าเก่า เพราะจะไม่ค่อยมีสตาร์ต่างชาติมาปิดทางแจ้งเกิด เหมือนในอดีต...


NEVERDIE CLUB

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Joe Cole English Style Arsenal



ถ้านิยามคำว่า อาร์เซนอล สไตล์ คงหมายถึง ทีมที่เล่นฟุตบอล
โดยเน้นเกมรุกอย่างสวยงาม ส่งบอลเท้าต่อเท้า แต่ละถ่วงท่าตรึงตาตรึงใจแฟนบอล!!!

แล้วสไตล์นักเตะเกมรุกของทีมปืนใหญ่ล่ะ ก็คงหนีไม่พ้น นักเตะจอมเทคนิค เล่นด้วยสมอง มากกว่าพละกำลัง หรือสมรรถภาพทางร่างกาย ซึ่งนี่แหละล้วนคือคุณสมบัตินักเตะเกมรุกที่เข้าสเปคของกุนซือเฟร้นซ์แมน นามว่า อาแซน เวนเกอร์

ไล่เรียงชื่อนักเตะแนวรุกของทีมเดอะกันเนอร์ส ไม่ว่าจะเป็น เซสก์ ฟาเบรกัส ,ซามีร์ นาสรี่ ,อังเดร อาร์ชาวิน ,โทมัส โรซิคกี้ และอีกหลายๆราย ล้วนแต่เป็นสตาร์จอมเทคนิคทั้งนั้น คงจะยกเว้น ธีโอ วัลคอตต์ นักเตะชาวอังกฤษคนเดียวเสียกระมัง

นักเตะอังกฤษขึ้น ชื่อลือชาอยู่แล้วครับ ว่าเล่นฟุตบอลโดยเน้นพละกำลัง อย่างเช่นในรายของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เวร์น รูนี่ย์ ที่วิ่งพล่านทั่วสนามอย่างไม่มีวันเหน็ดเหนื่อย หรือ จะเป็นนักเตะที่ใช้ความสามารถทางร่างกาย เช่นในราย ธีโอ วัลคอตต์ และ อารอน เลนน่อน ที่มีความเร็วสูงเอาไว้โจมตีคู่แข่งทางริมเส้น

นักเตะจอมเทคนิคชาวอังกฤษ หาได้น้อยมาก เหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร ถ้าย้อนไปในอดีต คงจะมีเจ้าพ่อมด แม็ทธิว เลอ ทิสซิเอร์ และ ไอ้อ้วนซ่า พอล แกสคอยน์ ที่เคยโชว์เทคนิคลีลาในสนามอย่างมหัศจรรย์ ตรึงตาตรึงใจแฟนฟุตบอลอย่างไม่มีวันลืมเลือน

กลับมาปัจจุบันครับ ลองไล่เรียงหานักเตะจอมเทคนิคในเกาะอังกฤษ ซึ่งค้นพบนักเตะสไตล์แบบนี้เพียวๆเหลือ แค่ 2 รายเท่านั้น นั่นคือ เจ้าหนู แจ็ค วิลเชียร์ นักเตะดาวรุ่งของทีมไอ้ปืนใหญ่ และ โจ โคล นักเตะฟรีเอเยนต์สังกัดทีมเชลซี ที่เคยถูกเปรียบเทียบว่าเป็น ซีเนอดีน ซีดาน เวอร์ชั่นอังกฤษ

ซึ่ง ณ.ตอนนี้ โจ โคล ตกเป็นข่าวหนาหู แทบทุกวัน ว่าจะย้ายมาซบทีมปืนใหญ่แบบไม่มีค่าตัว

ถ้าอดีตเด็กปั้นเวสต์แฮม มาอยู่ถิ่นเอมิเรตส์จริง ตามรายงานข่าว หลายคนต่างตั้งข้อสงสัยว่า นักเตะหน้าหยกรายนี้ จะเล่นเข้ากับระบบทีมอาร์เซนอลได้หรือ?

ผมก็ไม่สามารถการันตีได้ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก ว่า โจ โคล จะปรับเข้ากับระบบทีมเราได้หรือเปล่า!!!

แต่ ที่แน่ๆถ้าโคลขาวย้ายมาอยู่กับทีมอาร์เซนอลจริง ทีมปืนใหญ่จะมีนักเตะชาวอังกฤษจอมเทคนิคที่เหลืออยู่ในยุคนี้ มาครอบครองถึง 2ราย 555


NEVERDIE CLUB

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

"มิดฟิลด์ตัวรับ กับ มิดฟิลด์ลูกรัก"




เวนเกอร์ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะที่จะมาถึง หลังจากจบฤดูกาลนี้ จะไม่มีการเสริมทัพผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์อย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเขาค่อนข้างพอใจกับพัฒนาการของ อาบู ดิยาบี้ เดนิลสัน และเคร็ก อีสต์มอนต์ (ตรงไหนหว่า?)

นั่นหมายความว่า ตำแหน่งมิดฟิลตัวรับ ที่มีปัญหาอยู่นั้น จะไม่มีการเสริมทัพแต่อย่างใด !!!

ใช่ครับบอส อเล็กซ์ ซง มีคุณภาพดีพอ ที่จะเป็นมิดฟิลด์ตัวรับมือ 1 ของทีมไอ้ปืนใหญ่ แต่ถ้าในฤดูกาลหน้า ทีมอาร์เซนอลเกิดดวงแตก มิดฟิลด์ตัวรับชาวแคมมารูนได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องพักยาวหลายเดือน แล้วทีนี้ใครจะมาทดแทน ซง ล่ะ

คำตอบจากป๋าเหี่ยว แฟนๆคงเดาพอกันรู้ นั่นคือ เดนิลสัน มิดฟิลด์ผู้เป็นลูกรักของป๋า เวนเกอร์ ผู้ที่คอยประคบประหงม หวังว่าซักวันนักเตะชาวบราซิลรายนี้ จะโด่งดังคับฟ้าเหมือน เซสก์ ฟาเบรกัส ส่วนตัวเลือกที่ 3 คงหนีไม่พ้น มิดฟิลด์นมเพิ่งแตกพานนามว่า เคล็ก อีสต์มอนต์ ...

คำจำกัดความของ "นักเตะลูกรัก" หมายถึง นักเตะที่เล่นได้ห่วยแตกในสายตาของแฟนบอล แต่ก็ยังได้รับโอกาสจากผู้จัดการทีมอยู่อย่างเสมอ เปรียบเสมือนนักเตะรายนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ของผู้จัดการที่ให้โอกาสเสียจริงๆ ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ก็ลองเหลือบไปมองดูทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล มีมิดฟิลด์ลูกรักนามว่า ลูคัส เลวว่ะ(เลว่า) ที่เล่นได้ย่ำแย่สม่ำเสมอแค่ไหน ขอเพียงแค่ให้เขาฟิต รับรองราฟาการันตีตำแหน่ง 11 จริงอย่างแน่นอน...

ทำไมเดนิลสันถึงไม่เหมาะกับตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ (Defensive Midfielder) ก็เพราะตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งถนัดของเขา เดนิลสันเหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง (central Midfielder) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเกม เล่นเกมรุกบวกกับเกมรับพอกันๆ

ด้วยรูปร่างของเดนิลสันที่เล็กบอบบาง สภาพจิตใจที่ไม่เข้มเข้น สไตล์การเล่นที่ไม่ดุดัน นี่แหละคือเหตุผลประการทั้งปวง ที่เจ้าสันไม่เหมาะกับหน้าที่ตัวตัดเกมเลย มีอย่างเดียวครับที่เดนิลสันจะเล่นมิดฟิลด์ตัวตัดเกมได้ดี นั่นคือตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ น่าจะสมเหตุสมผลที่สุด!!!

ถ้าใครยังจำกันได้ ในช่วงแรกที่เดนิลสันเข้ามาสู่ทีมปืนใหญ่ อดีตกัปตันทีมบราซิลชุดเยาวชนรายนี้ เคยถูก เธียร์รี่ อองรี ชมเปาะว่าเป็นนักเตะที่ปรับตัวเข้ากับทีมเร็วที่สุด นับตั้งแต่คิงอองรีมาอยู่กับทีมปืนใหญ่เสียทีเดียว

ปีแรกกับทีมเดอะ กันเนอร์ส เดนิลสันในบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลาง (Central Midfielder) ซึ่งเป็นตัวแบ็คอัพให้กับฟาเบรกัส เขาเป็นผู้เล่นที่ปรับตัวได้เร็ว จ่ายบอลง่าย ดูนิ่ง ไม่ลนลานเหมือน ณ.ตอนนี้ ผมยังงงๆว่าทำไมเดนิลสันคนก่อนกับปัจจุบัน ถึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เดนิลสันในปี2010 ทำไมๆดูเหมือนคนขาดความมั่นใจ

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ อาจจะเกิดจากสาเหตุที่เวนเกอร์ดึงดันให้เดนิลสันเล่นในตำแหน่งที่เขาไม่ถนัด จุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน ทีมอาร์เซนอลเสีย จิลแบร์โต้ ซิลวา กับ มาติเยอ ฟลามินี่ ไปพร้อมๆกัน ทำให้เวนเกอร์วางเดนิลสัน เป็นมิดฟิลด์ตัวรับเบอร์ 1 ของทีม ณ.ตอนนั้น ซงรับบทเป็นแค่พระรองของเดนิลสัน..

เดนิลสันถูกทอนความมั่นใจไปเรื่อยๆ กับตำแหน่งที่ตนเองไม่ถนัด จนถึงในฤดูกาลนี้ เวนเกอร์ปรับระบบแผนการเล่นของทีมจาก 4-4-2 เป็น 4-3-3

นั่นหมายถึง จากเดิมระบบ 4-4-2 ใช้มิดฟิลด์ตรงกลางสนาม ที่ไม่ใช่มิดฟิลด์ริมเส้น 2 ตัวคือ
- มิดฟิลด์ตัวรับ (Defensive Midfielder)
- มิดฟิลด์ตัวกลาง (central Midfielder)

ปรับเป็นระบบ 4-3-3 ใช้มิดฟิลด์ตรงกลางสนาม ที่ไม่ใช่มิดฟิลด์ริมเส้น 3 ตัวคือ
- มิดฟิลด์ตัวรับ (Defensive Midfielder)
- มิดฟิลด์ตัวกลาง หรือมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกม (central Midfielder) Or (Holding Midfield)
- มิดฟิลด์กลางตัวรุก หรือเพลย์เมกเกอร์ (Attacking Midfielder Centre) Or (Playmaker)

เดนิลสันถูกดันกลับไปเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง(ตัวเชื่อมเกม) ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิมที่ตนเองถนัด แต่ก็ยังโชว์ผลงานไม่ประทับใจเท่าที่ควร เนื่องจากถูกบั่นทอนความ มั่นใจไปอย่างแรง

ในปีนี้ยามที่ซงได้รับบาดเจ็บ เดนิลสันถูกเวนเกอร์ ถอยให้มาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับอีกครั้ง และนี่ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทีมปืนใหญ่ พลาดแชมป์ 2 ถ้วยใหญ่ ในช่วงบั้นปลายของซีซั่น เพราะในยามเมื่อทีมขาดซง เดนิลสันยังทดแทนไม่ดีพอ ทำให้พลาดท่าพ่ายให้กับคู่แข่ง จนในที่สุดก็ไร้ถ้วยไปอีกฤดูกาล

มีคนบอกว่าเวนเกอร์เจ็บแล้วไม่ยอมจำ อันนี้ผมเชื่อนะ เพราะสาเหตุที่ทีมเราไร้แชมป์ในปีนี้ ปัญหาตรงตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเลยทีเดียว

ดูจากรายชื่อนักเตะเชิงรับ ที่ตกเป็นข่าวกับทีมเรายาวเป็นหางว่าว ไล่ตั้งแต่ ฟิลิปส์ เมโล่, ลูอิส ซาน่า, กอกคาน อินแลร์, สก็อต ปาร์คเกอร์ ,เฟอร์นันโด กาโก้

ขอซักตัวนะครับป๋า ถ้าปีหน้ายังหวังคิดที่จะเป็นแชมป์อยู่ 555

ปล. เดนิลสันไม่ใช่ว่าไม่เก่งนะ แต่ผมว่าเขาขาดความมั่นใจ ถ้าจำไม่ผิดมีอยู่ปีนึง เดนิลสันเป็นนักเตะที่ผ่านบอลได้สำเร็จมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก รองจาก ชาบี้ อลอนโซ่ ในสมัยที่คุณชายยังค้าแข้งอยู่กับทีมหงส์แดง...



NEVERDIE CLUB

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

Arshavin " กระจกสะท้อนปืนใหญ่ หรือ นักเตะทำลายสปิริตทีม "

Arshavin, Andrei, 03 Sep 08

ก่อนเปิดซีซั่น 2009-2010
" ผมว่าทีมเราต้องเสริมทัพด้วยนักเตะบิ๊กเนมบ้าง เพื่อหวังขับเขี่ยวแย่งแชมป์กับทีม ยูไนเต็ด และเชลซี อย่างสูสี "

หลังเกมที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ฤดูกาลนี้
" ผมว่านักเตะในทีมเราต้องมีคาเร็กเตอร์เป็นผู้ชนะมากกว่านี้ ถ้าหากจะชนะทีมแข่งแกร่ง อย่าง ยูไนเต็ด "

หลังเกมที่ทีมปืนใหญ่ เสมอกับทีม บาเซโลน่า 2-2
" ฤดูกาลนี้ ผมคงไม่สามารถลงเล่นให้กับทีมอาร์เซนอลได้แล้วล่ะ "

หลังจากเกม เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-0
"บาร์ซ่า เป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก ผมรู้สึกสนุกกับสไตล์การเล่นของพวกเขาเป็นอย่างมาก แต่หลังจากได้ดูพวกเขาเล่นกับ อาร์เซน่อล ความสนุกสนานก็เปลี่ยนเป็นความเศร้าในทันที"

เมื่อถูกถามว่าทำไม บาร์เซโลน่า ถึงพ่าย อินเตอร์ มิลาน 1-3
" ทั้งหมดคือเวทมนตร์ของโชเซ่ เขาเป็นอัจฉริยะ ผมคิดว่ามีโค้ช 3 คนที่ถือว่าดีที่สุดในโลก ฟาบิโอ คาเปลโล่ , โชเซ่ มูรินโญ่ และ กุส ฮิดดิ้งค์ ถ้าผมต้องเลือกโค้ชสักคนมาคุมทีมชาติรัสเซีย ผมคงเลือก 1 ใน 3 คนนี้มาเป็นนายใหญ่ของเรา อาร์แซน เวนเกอร์ ก็เป็นโค้ชที่ดี แต่ไม่ใช่สำหรับ รัสเซีย"

นี่คือคำให้สัมภาษณ์
ทั้ง หมดของพี่ม้า ที่ผมรวบรวมขึ้นมาในฤดูกาลนี้ ข้อสังเกตุคือ อาร์ชาวินมักจะออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงลบ(ในความคิดของแฟนปืน) ต่อสโมสรอยู่เสมอ เมื่อทีมอยู่ในช่วงวิกฤติ

เวนเกอร์เคยออกมาปกป้องลูกทีมชาวรัสเซีย ของตนเองว่า อาร์ชาวินมักเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่เขาไม่มีเจตนาสร้างความปั่นป่วนให้กับทีม

ผลตอบรับของแฟนบอล อาร์ชาวินก็เก่งนะ แต่ทำไมการออกมาสัมภาษณ์แต่ละที เขาทำเหมือนไม่มีเยื้อใยกับสโมสร โดยเฉพาะฟางเส้นสุดท้าย กับคำสัมภาษณ์ที่ว่า พี่ม้ายังใฝ่ฝันที่จะเล่นให้กับทีมบาซ่าอยู่ ถึงกับเวนเกอร์ ที่ทุกๆครั้งต้องออกมาปกป้องลูกทีมอยู่เสมอ แต่คราวนี้กลับมีปฏิกิริยาออกมาตอบโต้ทันทีว่า อาร์ชาวินควรให้เกียรติสโมสรให้มากกว่านี้!!!

ส่วนในแง่มุมของผม ผมกลับวิเคราะห์ว่า พี่ม้านี่แหละ คือกระจกใบใหญ่ที่สะท้อนผลงานของทีมเราเลย ทุกๆครั้งที่ทีมปืนใหญ่มีผลงานที่ย่ำแย่ พี่ม้าจะออกมามีปฏิกิริยาต่อทีมทันที เหมือนกับเป็นการกระตุ้นบอกเวนเกอร์เป็นนัยๆว่า ถึงเวลาปรับ,เปลี่ยนแปลงทีมได้บ้างแล้ว ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ เพราะนักเตะระดับสตาร์อย่างเขา และอีกหลายคนในทีม ไม่ต้องการเป็นเพียงแค่ทีมลุ้นแชมป์ โทรฟี่และเกียรติยศ มีคุณค่าทางจิตใจ มากกว่าค่าเหนื่อยมหาศาลที่ทีมจะรั้งพวกเขาไว้เสียอีก

เหมือนในรายของ เธียร์รี่ อองรี ที่อำลา
ทีมปืนใหญ่ไปเพราะสาเหตุ ว่า ต้องการความสำเร็จระดับยุโรปกับถ้วยหูโต ในช่วงชีวิตหนึ่งของตนเองบ้าง (และก็สมหวังไปแล้ว) ทั้งที่ในตอนนั้นทีมอาร์เซนอลพยายามรั้งพี่ห้อยไว้กับทีม ด้วยค่าเหนื่อย 120,000 ปอนด์ ต่อวีค แต่ทีมก็รั้งอองรีไว้ได้แค่เพียงปีเดียว

พี่ม้าที่เหมือนออกมาป่วนทำลายสปิริตของทีม แต่เจตนาเพื่อกระตุ้นให้ป๋าเหี่ยว เสริมทัพทีมด้วยนักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ที่มากประสบการณ์บ้าง ไม่ใช่ดึงดันจะปั้นแต่ดาวรุ่งเพียงอย่างเดียว ความผิดหวังโดยที่ทีมปืนใหญ่ไร้ถ้วยระดับมาสเตอร์ มาประดับตู้ในสโมสร 5 ปีติด คงจะสะท้อนอุดมการณ์ บางอย่างที่ผิดพลาด ของเวนเกอร์ได้แล้วนะ

ไม่แน่นักเตะอย่าง เซสก์ ฟาเบรกัส จะอดทนรอกับความสำเร็จลมๆแล้งๆของทีมอาร์เซนอลได้นานแค่ไหน แฟนปืนอย่านึ่งนอนไป เพราะฟาเบรกัสไม่มาออกพูด
แรงๆแบบอาร์ชาวิน เพราะเซสก์ยังคงติดที่เป็นหนี้บุญ คุณเวนเกอร์ ผู้ที่ปลุกปั้นเขาให้เขาโด่งดังอยู่

ถึง ณ.ตอนนี้ อาร์ชาวินคือตัวปัญหาของเวนเกอร์ และแฟนปืน ซึ่งแน่นอนว่าบอสหน้าเหี่ยว ต้องทำอะไรซักอย่างกับนักเตะสตาร์รัสเซียรายนี้ ?

ข้อแรกคือ ปล่อยอาร์ชาวินออกจากทีม เพื่อคงสปิริตของลูกทีมไว้ เหมือนกับฤดูกาลที่แล้ว ที่เวนเกอร์ปล่อย ตูเร่ กับอเดบายอร์ นักเตะจอมปัญหาออกจากทีม เพื่อเรียกสปิริตของลูกทีมกลับคืนมา แต่ผลกระทบคือ คุณภาพผู้เล่นลดลง ซึ่งทีมเสียสากยอกับตูเร่ออกไป แต่กลับได้แฟร์มาเล่นมาเพียงแค่คนเดียว

ข้อที่สองคือ เวนเกอร์วางตัวอยู่เฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปล่อยให้เวลาลบเรื่องราวบาดหมางระหว่างเขากับอาร์ชาวินออกไป พร้อมกลับมาสานอุดมการณ์ตัวเองต่ออย่างเดิม

ข้อสุดท้ายที่ผมอยาก เห็นจากเวนเกอร์ที่สุดคือ เก็บอารฺ์ชาวินไว้กับทีม พร้อมผ่าตัดเปลี่ยบแปลงทีม เสริมผู้เล่นที่มากประสบการณ์ซัก 2-3 ราย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้า

บางทีอาร์ชาวินอาจหายงอนป๋าก็ได้นะ และเวนเกอร์อาจคือกุนซือมหัศจรรย์คนที่ 4 ที่อาร์ชาวินอยากให้มาคุมทีมรัสเซีย 555


NEVERDIE CLUB

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

[สกู๊ปพิเศษ]ใครคือคู่หูคนเหล็กรายต่อไป ?

กราบสวัสดีท่านผู้อ่านทุกๆท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วครับ สำหรับคอมลัมน์ดีๆมีสาระ(จริงเปล่าว่ะ)555 วันนี้กระผมขอเล่นประเด็น นักเตะที่จะมาทดแทนการจากไปของ วิลเลี่ยม กัลลาส ปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศสของทีมปืนใหญ่ ที่อุส่าห์ยืนหยัดอยู่กับทีมจนครบสัญญา 4 ปี ถึงจนบัดนี้เขากลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนส์ไปเสียแล้ว สามารถเซ็นสัญญาย้ายทีมล่วงหน้ากับทีมอื่นได้อย่างไม่ผิดกฎ

ต้องขอบอกแฟนปืนอย่างเดียวครับ ต้องทำใจ ว่าทีมปืนใหญ่คงเสีย กัลลาส ไปให้กับทีมอื่นแบบฟรีๆประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ เพราะสัญญาที่่ทีมปืนโตยื่นให้อดีตเซ็นเตอร์แบ็คของทีม โอลิมปิค มาร์กเซย์ เซ็นนั้น เป็นการหักคอกัลลาสเสียเลย ข่าวบางสำนักบอกว่า ทีมปืนใหญ่ลดค่าเหนื่อยของกัลลาสถึงครึ่งต่อครึ่งเพื่อต่อสัญญา 2 ปี หรือบางแหล่งข่าวก็รายงานว่า เวนเกอร์ต้องการต่อสัญญากัลลาสเพียงแค่ 1 ปี ทั้งที่เจ้าตัวต้องการอนาคตที่มั่นคงกับสัญญายาว 2 ปี...

สมมุติครับ!!! ว่ากัลลาสไม่ต่อสัญญากับทีมปืนใหญ่จริงๆ (ทั้งที่ก็มีความเป็นไปได้สูง) แล้วใครละครับ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวจริง เป็นคู่หูกับคนเหล็ก ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับแนวรับทีมปืนใหญ่ ทุกท่านๆลองไปติดตามชมสกู๊ปพิเศษที่ผมเรียบเรียงมากันครับ...



1. Brede Hangeland
เบรเด้ ฮันเกลันด์ ปราการหลังร่างโย่ง ดีกรีทีมชาตินอร์เวย์ ย้ายสังกัดมาร่วมทีมฟูแล่มเมื่อฤดูกาล 2007-2008 และในปีแรกของเขากับทีมเจ้าสัวน้อย ฮังเกรลันด์ช่วยให้ทีมจากย่านลอนดอนมีสถิติการเสียประตูน้อยลง เป็นทีมที่มีเกมรับที่เหนียวแน่นขึ้น ด้วยรูปร่างเขาที่สูงใหญ่ ถนัดป้องกันลูกกลางอากาศ ถ้าได้นักเตะรายนี้มาร่วมชายคาทีมปืนใหญ่ ผมว่าน่าจะลงตัวพอดี เพราะแฟร์มาเล่นมีความคล่องตัวทางบอลดี บวกกับฮังเกลันด์รูปร่างสูงใหญ่ช่วยป้องกันการโจมตีจากทางอากาศ น่าจะทำให้สถิติการเสียประตูของทีมปืนใหญ่ลดลงจากเดิมอยู่มาก..
- ค่าตัวประมาณ 10 - 15 ล้านปอนด์
- ความน่าเป็นไปได้ที่จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอล 40 %



2. Neven Subotic
เนเว่น ซูโบติซ แผงหลังจอมแข็งแกร่งของทีมเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอทมุนด์ นักเตะดาวรุ่งชาวเซอร์เบี่ยนรายนี้ได้รับการยอมรับจากสื่อ ว่าจะเป็นอนาคตของทีมชาติเซอร์เบียตามรอยรุ่นพี่อย่าง เนมันย่า วิดิซ ปราการจอมแข็งแกร่งจากทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นักเตะอายุ 21 ปีรายนี้ตกเป็นข่าวว่า อาแซน เวนเกอร์สนใจดึงตัวมาร่วมถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี่ยมบ่อยครั้ง เนื่องจากเจ้าตัวเป็นผู้เล่นอายุน้อย อยู่ในแนวทางการทำทีมของกุนซือหน้ารายเหี่ยว สำหรับประสบการณ์ของซูโบติซคงไม่มีปัญหา เพราะเจ้าหมอนี่เริ่มต้้นเล่นฟุตบอล ในศึกบุนเดสลีก้าตั้งแต่อายุยังน้อยกับทีม ไมซ์
- ค่าตัวประมาณ 12 - 17 ล้านปอนด์
- ความน่าเป็นไปได้ที่จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอล 30 %



3. Gary Cahill
แกรี่ เคฮิลล์ อดีตนักเตะปั้นของทีม แิอสตัน วิลล่า เคฮิลล์ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ย้ายออกจากถิ่นวิลล่าปาร์ค มาด้วยค่าตัวประมาณ 5 ล้านปอนด์ จนเคยถูกคาเปลโล่เรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ดาวเตะวัย 24 สังกัดทีมปัจจุบัน โบลตัน วันเดอเรอร์ส ตกเป็นข่าวหนาหูว่าทีมปืนใหญ่และทีมหงส์แดง ต่างต้องการคว้าตัวไปร่วมทีมในฤดูกาลหน้า ไม่แน่ปัญหาบาดอาการเจ็บของผู้เล่นแผงหลังในทีมชาติอังกฤษ คาเปลโล่อาจจะหนีบปราการหลังอนาคตไกลรายนี้ ไปร่วมทีมที่แอฟริกาใต้อย่างสุดเซอร์ไพรท์ก็ได้
- ค่าตัวประมาณ 8 - 12 ล้านปอนด์
- ความน่าเป็นไปได้ที่จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอล 30 %



4. Pape Diakhate
ปาเป้ ดิอากาเต้ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีม ดินาโม เคียฟ จากลีกยูเครน ปราการหลังกัปตันทีมชาติเซเนกัลวัย 25 ปี ตกเป็นข่าวล่าสุดว่าอาแซน เวนเกอร์นายใหญ่จากค่ายอาร์เซนอลต้องการคว้าตัวไปร่วมทีม ด้วยรูปร่างที่ใหญ่แข็งแกร่งตามสไตล์นักเตะแอฟริกา น่าจะทำให้กัปตันทีมชาติเซเนกัลรายนี้ มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแนวรับของทีมปืนใหญ่ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งสัญญาของดิอากาเต้ เหลือกับยอดทีมจากลีกยูเครนแค่อีก 1 ปีเอง น่าจะช่วยให้เวนเกอร์ลดต้นทุนสำหรับการเสริมทัพเป็นอย่างมากเลย
- ค่าตัวประมาณ 2.5 - 5 ล้านปอนด์
- ความน่าเป็นไปได้ที่จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอล 40 %



5. Johan Djourou
โยฮัน ฌูรู ปราการหลังตัวกลางของทีมปืนใหญ่ อาร์เซนอล เลื่อนชั้นจากนักเตะชุดเยาวชน ขึ้นสู่ผู้เล่นชุดใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย นักเตะทีมชาติ สวิสเซอร์แลนด์เพื่อนร่วมทีมกับ ฟิลิปส์ เซ็นเดอร์รอส จัดเป็นผู้เล่นที่ทักษะทางบอลดีมาก เล่นลูกกลางอากาศได้ดี ถึงแม้จะมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องสปีดความเร็ว ในฤดูกาลนี้ฌูรูโชคร้ายได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องพักยาวตลอดทั้งซีซั่น ผมเชื่อว่าในฤดูกาลหน้า นักเตะชาวสวิสเชื้อสาย ไอเวอรี่ โคสต์ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเวนเกอร์สำหรับแผงหลังของทีมปืนโต เพราะเขาไม่ต้องปรับตัวเหมือนกับนักเตะใหม่ กลับมาสามารถเล่นคู่กันคนเหล็กได้เลย..
- ค่าตัว Non
- ความน่าเป็นไปได้ที่ถูกเวนเกอร์ดันขึ้นมาเล่นคู่กับคนเหล็ก 60 %


นอกจากผู้เล่นที่กล่าวมาในข้างต้น ยังมีนักเตะอีกหลายรายที่พร้อมจะอาสาเล่นคู่กับคนเหล็ก ไม่ว่าจะเป็น โซล แคมป์เบล ที่กลับมาคราวนี้ได้ใจแฟนๆปืนไปเต็มๆ ฮาวาร์ด นอทเวียท กลับมาจากการยืมตัวกับทีมเนิร์นแบกพร้อมกับประสบการณ์ที่โชกโชนในศึกบุนเด สลีก้า หรือผู้เล่นรายอื่นที่ตกเป็นข่าวกับทีมเรา เช่น มาร์ติน คาเซเรส ปราการหลังดาวรุ่งของทีมบาเซโลน่า คริสโตเฟอร์ เม็ตเซลเดอร์ที่จะหมดสัญญากับทีม รีล มาดริด ...

แล้วสำหรับคุณ คิดว่าใครเหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นคู่หูคนเหล็กรายต่อไป ?



เ
อะๆ ถ้ากัลลาสเกิดตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับทีมปืนใหญ่ต่อไปอีกละ สกู๊ปนี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย 555+



NEVERDIE CLUB

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

Eduardo (เพชรฆาต ถอดวิญญาณ)



เอดูอาร์โด้ หรือ ดูดู้ ผมรู้จักศูนย์หน้าทีมชาติโครเอเชียเชื้อสายบราซิลรายนี้ครั้งแรก ในเกมรอบคัดเลือก UCL นัดที่2 ปี 2006 ศูนย์หน้าตัวเก่งของทีม ดินาโม ซาเกร็บ ในสมัยนั้น ใช้เวลาแค่ 12 นาที ทะลุงเปิดซิงตาข่าย สนามเอมิเรตส์ สเตเดี่ยม อย่างเป็นทางการได้เป็นประตูแรก ก่อนที่จะจบเกม ทีมไอ้ปืนใหญ่ทำ 2 ประตูรวด พลิกกลับมาแซงชนะ 2-1

ชายร่างเล็กไม่ได้มีวีรกรรมเพียงแค่นี้ เขายังเคยทำแสบทีมชาติอังกฤษ โดยเป็นผู้โหม่งพังประตูแรก ในเกมที่พอล โรบินสัน โชว์เอ๋อเตะบอลว่าว ลูกฟุตบอลบอลวิ่งไปซุกตาข่ายอย่างสุดฮา จบเกมทีมสิงโตคำรามบุกมาพ่ายทีมตราหมากรุก 2-0 และในเกมนั้นก็เป็น จุดเริ่มต้นให้ทีมอังกฤษยุคของแม็คคลาเลน ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2008 อย่างสุดเซอร์ไพรท์

เอดูอาร์โด้ ดาซิลวา ถูก อาแซน เวนเกอร์ คว้าตัวมาร่วมทีมปืนใหญ่ ด้วยค่าตัวประมาณ 8 ล้านปอนด์ หลายฝ่ายต่างคิดในทำนองเดียวกันว่า เวนเกอร์ ดึงดูดู้มาเพื่อทดแทนการจากไปของ ราชาทีมปืนใหญ่ เธียร์รี่ อองรี!!!

ในฤดูกาลแรกของชายชาวโครแอต เขารับบทบาทเป็นเพียงพระรองของ ฟาน เพอร์ซี่ย์ และ อเดบายอร์ เท่านั้น อย่างเก่งที่สุด!!! ก็ได้เป็นผู้เล่นตัวหลักในศึกคาร์ลิ่งคัพ โดยรับบทบาทเป็นศูนย์หน้า ซึ่งมีคู่ขาร่างโย่ง ชื่อเล่นว่านิคกี้ (นิคลาส เบนด์เนอร์)

ผมยังจำได้ดีอตีตนักเตะ ดินาโม ซาเกร็บ รายนี้เป็นศูนย์หน้าที่อันตรายมาก เมื่ออยู่ในบริเวณกรอบเขตโทษ เขาเปรียบเสมือนปราวาฬเพชรฆาต พร้อมที่จะลงโทษกองหลังทีมคู่แข่งทันที ถ้าเปิดโอกาศให้เขา..

เหมือนฟ้าจะเปิดทางให้เอดูอาร์โด้ แจ้งเกิดในเวทีพรีเมียร์ลีก เมื่อ R.V.P ได้รับบาดเจ็บหนัก ต้องพักยาวหลายเดือน จึงเปิดโอกาศให้ดูดู้ รับบทบาทเป็นศูนย์หน้าตัวจริงของทีมไอ้ปืนใหญ่ ในเกมพรีเมียร์ลีกอย่างต่อเนื่อง ลูกที่ดูดู้กระโดดวอลเลย์ ทำประตูทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างสุดสวยงาม ยังตราตรึงใจเหล่าสาวกเดอะกูนเนอร์สไม่ลืมเลือน ถ้าจำไม่ผิดลูกนั้น เป็นประตูสวยงามประจำเดือนของ EPL เลยหล่ะ


ชีวิตนักฟุตบอลก็เหมือนนิยายน้ำเน่าเหมือนกัน เอดูอาร์โด้ เริ่มสร้างชื่อกับตัวเองในลีกผู้ดี ผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีจุดเปลื่ยนครั้งสำคัญ ในชีวิตการค้าแข้งของเขา เมื่อดูดู้ได้รับบาดเจ็บหนัก จากจังหวะที่ถูก มาร์ติน เทย์เลอร์เสียบหนัก ข้อเท้าหักต้องพักยาว แบบไม่มีกำหนด!!! และในเกมนั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบ ทำให้ทีมปืนใหญ่ชวดแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่อุส่าห์ ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงมาก่อน

หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บนานร่วมปีกว่า กลับมาคราวนี้ เอดูอาร์โด้ก็ดูเหมือนเป็นนักเตะกระดูกยุงไปเลย เล่นเพียงไม่กี่นัด ก็ได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก ต้องพัก
ไปอีกหลาย สัปดาห์ อาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ วนเวียนอยู่กับชีวิตนักเตะของเขาในถิ่นปืนโต

ไม่ใช่เพียงแค่อาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยรบกวนดูดู้อย่างเดียว แต่สัญชาตญาณการถล่มประตูของเขา ก็ดูเหมือนจะทิ้งไปกับอาการบาดเจ็บหนักครั้งที่แล้ว!!!

เพราะอะไรหรอครับ ที่วิญญาณเพชรฆาต ของเอดูอาร์โด้ จึงหายไป ไม่เหมือนกับเอดูอาร์โด้คนก่อน?

วิเคราะห์ง่ายๆครับ เพราะ ดูดู้ยังเกิดอาการแหยงอยู่ จังหวะที่กองหลังเข้าประทะ 50 : 50 แน่นอนดูดู้ไม่กล้าเสี่ยงเข้าแลกแน่ จึงส่งผลฟอร์มของดูดู้ในสนาม ที่บางครั้งคิดช้าทำช้า บางจังหวะไม่กล้าเล่นเอง ดูยังไงๆก็เหมือนคนที่ขาดความมั่นใจ....

และอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ ดูดู้ฟอร์มการถล่มประตูไม่ฮอตเหมือนปกติ คือระบบแผนการเล่น 4-4-3 ที่ดูดู้รับบทบาทเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง ด้วยรูปร่างเขาที่เล็กกระทัดรัด ทำให้โดดเดี่ยวในแดนหน้า ขาดคู่ขารู้ใจที่คอยป้อนชง ให้เขาถล่มประตู

ตั้งแต่หมดยุคของคิงอองรี อเดบายอร์ก็สานต่อ สำหรับหน้าที่ตัวจบสกอร์ของทีม แต่แล้วอีกไม่นานไอ้สากทรยศก็เกิดย้ายทีมกระทันหัน โดยไปโกยทรัพย์กับทีมเศรษฐีเรือใบ !!!

ทีนี้เกิดเรื่องซิครับ เพราะไล่ตั้งแต่ยุคของเวนเกอร์ ไม่เคยขาดศูนย์หน้าจอมถล่มประตูชั้นดี ไล่ตั้งแต่ เอียน ไรท์, นิโคล่าห์ อเนลก้า, เธียร์รี่ อองรี รวมไปจนถึง ไอ้สากทรยศ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ นักเตะพวกนี้ทำประตูเฉลี่ยใกล้เคียง หรือเกิน 20 ประตู ต่อฤดูกาล ...

ทีนี้ลองมาไล่ดูศูนย์หน้าในทีมชุด ปัจจุบันสิ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ เขาเป็นศูนย์หน้าจอมเทคนิคมากกว่า ศูนย์หน้าจอมถล่มประตู และอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้เพอร์ซี่ไม่ใช่ผู้เล่นที่ฝากผีฝากไข้ สำหรับตัวถล่มประตูให้กับทีมเรา คือ เพอร์ซี่มักได้รับบาดเจ็บบ่อย แทบๆจะทุกๆฤดูกาล ทั้งที่ฟอร์มการทำประตูของเขาเริ่มจะดี...

นิคลาส เบนด์เนอร์ ชื่อนี้แฟนๆยิ่งส่ายหน้า ถึงแม้เขาจะพังประตูสำคัญๆให้กับทีมเราอยู่เสมอ แต่เมื่อดูค่าเฉลี่ย จำนวนนัดที่ลงเล่นกับจำนวนประตู ซึ่งดูน้อยมาก กับตัวจบสกอร์ความหวังของทีม

อังเดร อาร์ชาวิน ไม่ใช้หน้าเป้าธรรมชาติ คาลอส เวล่า ยังดูน้อยประสบการณ์ยิ่งนัก หรือจะพึ่งศูนย์หน้าตัวใหม่อย่าง มารูยาน ซามัคห์ ที่ค่อนข้างย้ายมาร่วมทีมปืนใหญ่อย่างแน่นอนแล้ว แต่สถิติการทำประตูของชายชาวโมร็อคโกรายนี้ ก็ยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่?

สุดท้ายครับ
สำหรับผู้เล่นความหวังในการถล่มประตูให้กับทีมปืน ใหญ่ น่าจะตกอยู่กับชายที่ชื่อว่า เอดูอาร์โด้คนนี้ ผู้ที่เคยมีสถิติเฉลี่ยทำประตูได้ทุกนัดที่ได้ลงสนาม ในสมัยที่เขาค้าแข้งอยู่กับทีม ดินาโม ซาเกร็บ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าปีหน้าเวนเกอร์จะเก็บดูดู้ไว้กับทีมหรือเปล่า เพราะฟอร์มของเอดูอาร์โด้ในฤดูกาลนี้ น่าผิดหวังจริงๆ

ใจจริงผมอยากให้เวนเกอร์เก็บดูดู้ไว้นะ เพราะว่าปลาวาฬเพชรฆาต ถึงแม้มันจะบาดเจ็บอย่างไร จะป่วยยังไง เมื่อมันหาย สัญชาตญาณของมันก็ออกล่าเหยื่ออยู่ดี ซึ่งเหมือน เอดูอาร์โด้ ณ.ตอนนี้ ที่วิญญาณเพชรฆาตดูเลือนหายไป แต่เมื่อความมั่นใจของเขากลับมาเมื่อไหร่ ดูดู้ก็พร้อมที่จะถล่มประตูให้กับทีม...


NEVERDIE CLUB

มาดูโกลเจ้าของฉายา superman กัน(เหนียวมาก)